fbpx
Cover

LLBel สร้างนักกฎหมายรุ่นใหม่
ก้าวล้ำนำสมัย เข้าใจธุรกิจ

การอยู่รวมกันในสังคมนั้นย่อมต้องมีกฎกติกา เพื่อสร้างกรอบข้อตกลงร่วมกัน ไม่ให้ใครถูกริดรอนสิทธิ์หรือเอารัดเอาเปรียบ และลดโอกาสที่ทำให้เกิดความขัดแย้งมากที่สุด ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ทุกคนเรียกกันว่า “กฎหมาย”

กฎหมายถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญในทุกภาคส่วนของประเทศรวมถึงด้านธุรกิจที่ปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย ด้วยเหตุนี้เองทางสถาบันวอร์ริคจึงจัดงาน “LAW Chula Open House” ขึ้นในวันที่ 2 มีนาคม 2567 เพื่อเจาะลึกหลักสูตร LLBel (Bachelor of Laws, Experiential Learning in Business and Technology Law) ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากเยาวชนรุ่มใหม่ งานนี้ได้รับเกียรติจาก ดร. อาร์ม ตั้งนิรันดร รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาร่วมเจาะลึกทุกประเด็นคำถามและไขข้อสงสัยเกี่ยวกับหลักสูตรแบบครบจบในที่เดียว พร้อมทั้งนิสิตรุ่นแรกอย่าง น้ำหนึ่ง – ทอปัด พยุงธรรม และ หนุนหนุน – สุชญา วันไชยธนวงศ์ ที่จะมาร่วมแชร์ตั้งแต่การเตรียมตัวพิชิตที่นั่งในคณะ การเรียนการสอนของหลักสูตร รวมถึงโอกาสทางการเรียนรู้สำหรับนิสิต LLBel โดยเฉพาะ

LLBel คืออะไร

หลักสูตร LLBel (Bachelor of Laws, Experiential Learning in Business and Technology Law) ต้องการสร้างนักกฎหมายรุ่นใหม่ที่มีความรู้เรื่องกฎหมาย เข้าใจธุรกิจ และมีความสามารถในการปรับตัวเพื่อตอบรับเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอย่างไม่มีสิ้นสุด โดยผสมผสาน 3 องค์รวมความรู้เข้าด้วยกัน

(1) เรียนรู้กฎหมายพื้นฐานภาคบังคับ ทั้งกฎหมายแพ่ง, กฎหมายอาญา, กฎหมายปกครอง รวมถึงกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง
(2) ผลักดันให้นิสิตมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน อาจเป็นกฎหมายธุรกิจ, กฎหมายเทคโนโลยี หรือผนวกรวมระหว่างกฎหมายธุรกิจและกฎหมายเทคโนโลยีก็ได้
(3) เปิดโอกาสให้นิสิตได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ ไม่ว่าจะเป็นในการให้คำปรึกษาทางด้านกฎหมาย (Legal Clinics) หรือฝึกงานกับสำนักงานกฎหมาย (Law Firms) เรียกได้ว่าเป็นหลักสูตรที่เตรียมนักกฎหมายรุ่นใหม่ได้อย่างครบเครื่อง พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงแห่งอนาคต

การเรียนการสอนเป็นแบบไหน

การจะสร้างนักกฎหมายในปัจจุบันนั้นคณาจารย์จะไม่ให้เรียนรู้แบบ Lecture-based Learning   ที่เน้นการท่องจำ เปิดประมวล อ่านและตีความมาตรา แต่จะส่งเสริมให้นิสิตมีความเข้าใจผ่านการร่วมอภิปรายเคสต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น หากธุรกิจ A จะควบรวมกับธุรกิจ B เราเห็นด้วยหรือไม่อย่างไร พร้อมทั้งมีข้อกฎหมายใดบ้างที่รองรับ รวมถึงเน้นการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงจากการฝึกงาน ซึ่งการเรียนรู้แนวนี้มีผลต่อการประยุกต์ใช้องค์ความรู้อย่างมีประสิทธิภาพได้ในอนาคต แน่นอนว่าคลาสเรียนทั้งหมดจะสอนโดยอาจารย์และนักกฎหมายชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ

ความโดดเด่นและแตกต่างของ LLBel

(1) Academic Excellence นิสิตจะได้เรียนศาสตร์ที่หลากหลาย ทั้งด้านธุรกิจ เศรษฐศาสตร์และวิทยาศาสตร์ข้อมูล ไปพร้อมกับมีความรู้ความเข้าใจในทฤษฎีของกฎหมายไทย ซึ่งนิสิตสามารถเลือกเจาะลึกได้จาก 3 สาขาวิชา อันได้แก่ กฎหมายธุรกิจ, กฎหมายเทคโนโลยี หรือ ผนวกรวมระหว่างกฎหมายธุรกิจและเทคโนโลยี
(2) Skills Enhancement นิสิตจะได้พัฒนาทักษะการเรียนรู้ทั้ง Hard Skills และ Soft Skills ไปด้วยกัน ผ่านการเรียนรู้ด้วยประสบการณ์แบบ Project-based Learning ได้ฝึกฝนลงมือทำจริงได้ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายด้วย Legal Lab ประกอบกับเก็บเกี่ยวประสบการณ์และทักษะที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจและเทคโนโลยี
(3) Professional Experience นิสิตจะมีโอกาสในการฝึกงานในบริษัทและ Law Firms ชั้นนำระดับประเทศ
(4) Global Opportunities ทางหลักสูตรมีโครงการแลกเปลี่ยนกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศที่เป็น MOU กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสำหรับนิสิตที่ต้องการเก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์เพิ่มเติม

กว่าจะมาเป็นนิสิต LLBel Chula

น้ำหนึ่งและหนุนหนุนเล่าให้ฟังว่าการเตรียมตัวเพื่อพิชิตที่นั่งในคณะนั้นไม่ยากเกินความสามารถถ้าเรามุ่งมั่นและตั้งใจมากพอ เพราะนอกจากคะแนน SAT และ IELTS แล้ว Portfolio และการสอบสัมภาษณ์ก็เป็นอีกส่วนสำคัญที่จะช่วยทำให้คณะกรรมการรู้จักตัวเรามากขึ้น รวมทั้งเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ว่าเรามีแนวคิดแบบนักกฎหมาย (Legal Mind) หรือไม่และเหมาะกับ LLBel มากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้นการให้เวลาตัวเองในการเตรียมตัว ร่วมกิจกรรมต่าง ๆ และมีความรู้รอบตัวที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายไว้จะเป็นแต้มต่อที่ดี

ประสบการณ์ตรงจากนิสิตปัจจุบัน

LLBel ต่างจากนิติศาสตร์ภาคไทยตรงที่ทางคณะจะเน้นการเรียนรู้และทำความเข้าใจกฎหมายธุรกิจเข้มข้นกว่า เหมาะกับคนที่สนใจทำงานด้าน Law Firm เป็นพิเศษ เพราะในทุกเทอมจะมีวิชาที่ฝึกทักษะในการทำงานโดยเฉพาะ ยกตัวอย่างเช่นการเขียนร่างเอกสารให้ลูกความเเบบเป็นภาษาอังกฤษ ทำให้นิสิตสะสมทักษะและประสบการณ์ตั้งแต่ในรั้วมหาวิทยาลัย ในขณะที่ภาคไทยนั้นจะเน้นทางด้านประมวลกฎหมายที่มักนำไปใช้ว่าความในศาล

โอกาสที่มากกว่าสำหรับนิสิต

ทางคณะมีโปรแกรม 3+1 เพื่อเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ให้กับนิสิต โดยเรียนที่ไทย 3 ปี ปีสุดท้ายไปเรียนมหาวิทยาลัยคู่สัญญาเพิ่มอีก 1 ปี เมื่อเรียนจบจะได้ปริญญาตรี Bachelor of Law (LLB) จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโท Latin Legum Magister (LLM) จากมหาวิทยาลัยคู่สัญญา ยกตัวอย่างเช่น University of Wisconsin และ Indiana University Bloomington ในสหรัฐอเมริกา The University of Melbourne ประเทศออสเตรเลีย และ Durham University ประเทศอังกฤษ เป็นต้น อย่างไรก็ตามโปรแกรม 3+1 ไม่ใช่หลักสูตร Double Degree แต่เป็น Optional เพื่อเพิ่มโอกาสให้นิสิตที่มีความมุ่งมั่นและต้องการเรียนรู้เพิ่มเติม เพราะจะเป็น Competition base ที่ต้องแข่งขันกัน เนื่องจากแต่ละ Partner มีโควต้าจำกัด

เส้นทางการทำงานในอนาคต

บัณฑิตมีโอกาสที่หลากหลายและเปิดกว้างในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นด้านกฎหมาย, ภาคธุรกิจ, ภาครัฐ หรือองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร เพราะนิสิตมีความรู้ในเรื่องกฎหมายเป็นฐานสำคัญ มีความเข้าใจในเรื่องของธุรกิจและเทคโนโลยี เป็นนักกฎหมายรุ่นใหม่ที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต อีกทั้งสามารถใช้ทักษะและความสามารถในการทำงานสายธุรกิจได้อีกด้วย และที่สำคัญบัณฑิตทุกคนสามารถสอบตั๋วทนายและเนติบัณฑิตได้เหมือนหลักสูตรภาคไทย

Admission Requirements

  • English Proficiency จาก IELTS, CU-TEP หรือ TOEFL
  • Standardized Test
  • SAT Math และ SAT Verbal
  • Specific Requirement จาก Portfolio และการสอบสัมภาษณ์

เนื่องจากเป็นหลักสูตรสำหรับว่าที่นักกฎหมายรุ่นใหม่ที่ได้รับความสนใจอย่างมาก ดังนั้นการเก็บคะแนนให้ได้มากที่สุด เพื่อเป็นเครื่องการันตีว่าเราจะมีที่นั่งในคณะอย่างแน่นอน หากมีคำถามข้อสงสัยเกี่ยวกับการพิชิตคะแนน SAT และ IELTS สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Warwick Institute 02-658-4880 หรือ LINE: @warwick

PATH TO SUCCESS Workshop & family consultation

ทุกคำถามของคุณเกี่ยวกับการสอบเข้าอินเตอร์ฯ
จุฬาฯ – ธรรมศาสตร์ 
เรามีคำตอบให้ในเวิร์คช็อป 1.5 ชั่วโมงนี้