fbpx
BAScii Cover

BAScii Chula โปรแกรมอินเตอร์ฯ สุดฮ็อต
แห่งศตวรรษที่ 21

ความเชื่อที่ว่าเรียนอะไรต้องเรียนให้รู้ลึกรู้จริง เพื่อจะได้มีความรู้และทักษะชั้นสูงสำหรับการประกอบอาชีพในอนาคต แนวความคิดนี้อาจใช้ไม่ได้แล้วกับโลกยุคปัจจุบัน

          จากวิกฤตการณ์โควิด-19 รวมถึงพิษเศรษฐกิจที่เป็นปัญหาระดับโลก ทำให้คนที่มีความรอบรู้กลายเป็นบุคคลที่เป็นที่ต้องการของแทบทุกอุตสาหกรรม และถ้าหากว่าบุคคลนั้นมีความสามารถในการปรับตัวด้วยจะยิ่งมีความโดดเด่นน่าจับตามอง นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้
BAScii
กลายเป็นเป้าหมายของ New Gen แห่งศตวรรษที่ 21 

          เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2567 สถาบันวอร์ริคได้จัดงาน BAScii Exclusive Talks ได้รับเกียรติจาก Dr. Pietro Borsano, Deputy Executive Director, Industrial and Global Alliance at The School of Integrated Innovation, Chulalongkorn University
อาจารย์จากคณะสุดฮ็อต BAScii พร้อมนิสิตปัจจุบัน ภวินท์ น้ำผึ้ง (มาร์วิน), ปัญญ์ อุรุโสภณ (ปัญญ์) และภวันรัตน์ ประกฤติพงศ์ (เพิลรี่) มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวโปรแกรม และบัณฑิตรุ่นแรก ชวิน วิริยะโสภณ (วิน) มาแชร์ข้อมูลเรื่องสายงานแบบครบจบในที่เดียว

BAScii เรียนรู้เพื่อตอบสนองความต้องการแห่งอนาคต
          BAScii คือโปรแกรมอินเตอร์ในจุฬาฯ ที่ฉีกแนวคิดแบบเก่า กลุ่มผู้ก่อตั้งโปรแกรมนี้เน้นให้นิสิตได้เรียน 3 ศาสตร์คือ (1) Business (ทำธุรกิจเป็นรู้ว่าตลาดต้องการอะไร), (2) Design (ตอบโจทย์ผู้บริโภคผ่าน Design Thinking) & (3) Technology แล้วนำศาสตร์ทั้งสามมาผสมผสานกันและต่อยอดผ่าน Project-based Learning & Mentorship เพื่อให้นิสิตสามารถนำความรู้และ Skills มาทำงานให้ได้และทำงานกับคนอื่นให้เป็น โดยอาศัยการเรียนรู้แบบ Comb-shaped ให้ผู้เรียนเกิดความรู้รอบ และมีความเป็นนักเจาะลึกในหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งเกิดจากการสะสมประสบการณ์และสามารถผสมผสานศาสตร์การเรียนรู้ที่สามารถต่อยอดให้เกิดวิธีการและองค์ความรู้ใหม่ หรือที่เรียกว่า Transdisciplinary เพื่อตอบรับความต้องการที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ ซึ่งปัจจุบันหลักสูตรก็ได้มีการปรับให้เข้ากับ Digital Age เป็นที่เรียบร้อย

Source: https://inter-bascii-chula.com/program/

เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง
          BAScii เน้นการเรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติจริงผ่าน Project-based learning ที่มีโปรเจคที่หลากหลายเป็นสนามจำลองให้ระดมความคิดและทดลองทำ นั่นก็เพราะต้องการสร้าง Soft Skills อันได้แก่ Communication, Collaboration, Creativity & Emotional Intelligence เพื่อที่จะขับเคลื่อนให้ความฝันและไอเดียใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งทักษะเหล่านี้หาไม่ได้จากในห้องเรียน แต่จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีระบบ Mentorship โดยเหล่าคณาจารย์ระหว่างการทำโปรเจคเหล่านั้น คณะนี้จึงเป็นเหมือนสะพานที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงองค์ความรู้และประสบการณ์ต่าง ๆ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้และต่อยอดในชีวิตจริงได้อย่างสร้างสรรค์ พร้อมทั้งส่งเสริมให้นิสิตมี Soft Skills ที่แข็งแรงอีกด้วย

เรียนรู้กับองค์กรชั้นนำ           
          บริษัทที่เป็นพันธมิตรกับ BAScii นั้นล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทแห่งนวัตกรรมชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็นบริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) จากบริษัทพลังงานแห่งชาติ สู่บริษัทพลังงานข้ามชาติ หรือบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) บริษัทที่ต่อยอดธุรกิจได้อย่างสร้างสรรค์และเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงบริษัทของคนรุ่นใหม่อย่าง บริษัท เอคอมเมิร์ซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการสนับสนุนธุรกิจอีคอมเมิร์ซครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และบริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด หรือที่รู้จักกันในนาม bitkub ผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล จะเห็นได้ว่าบริษัทที่ถูกนำมายกตัวอย่างมานั้นมีทั้งเป็นบริษัทที่มีการก่อตั้งมาอย่างยาวนาน ผ่านวิกฤติและสถานการณ์ต่าง ๆ มาด้วยนวัตกรรมหลายต่อหลายครั้ง และบริษัทแห่งโลกยุคใหม่ที่มีพร้อมทั้งเทคโนโลยีและความทันสมัย นั่นแปลว่านิสิตจะได้เข้าไปฝึกฝนและเก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์จากกลุ่มบุคคลระดับหัวกะทิในแต่ละแขนงสายงานอย่างแน่นอน

เปิดกว้างการเรียนรู้ระดับสากล
          นอกจากพันธมิตรที่เป็นบริษัทแล้ว BAscii ก็ยังมีพันธมิตรทางการศึกษาด้วย ไม่ว่าจะเป็น (1) UC Berkeley มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุดในรัฐแคลิฟอร์เนีย (2) Kyushu University มหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งชาติของประเทศญี่ปุ่น และ (3)  National University of Singapore (NUS) มหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของเอเชีย และเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก อย่างไรก็ตามทางคณะนั้นมีพันธมิตรทางการเรียนรู้รวมกันกว่า 10 มหาวิทยาลัย และแน่นอนว่านิสิตทุกคนจะมีโอกาสได้ไปเรียนแลกเปลี่ยนกับเพื่อนต่างชาติพร้อมเพิ่มพูนศักยภาพอย่างสากลได้อย่างแน่นอน

อยากเป็นเด็ก BAScii นั้นไม่ยากถ้ามุ่งมั่นและตั้งใจ
          เหล่านิสิตปัจจุบันและนิสิตป้ายแดงของทางคณะ ต่างก็มาร่วมแบ่งปันวิธีการเตรียมตัวที่หลากหลาย ซึ่งจะแบ่งออกเป็นหัวข้อใหญ่ ๆ ได้ดังนี้

  1. ต้องทำความเข้าใจกับตัวเองก่อนว่าทำไมเราถึงอยากเข้าคณะนี้เพื่อที่จะสร้างแรงกระตุ้นและผลักดันตัวเองให้มีความมุ่งมั่น
  2. เช็คว่าเราต้องใช้คะแนนอะไรบ้างในการยื่นเพื่อเข้าศึกษาต่อ เพราะ BAScii นั้นดูทั้งคะแนน (a) Math, (b) English และ (c) Specific Requirement อยากให้ทุกคนเตรียมตัวทุกวิชาไปพร้อม ๆ กัน เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าเราจะสามารถพิชิตคะแนนแต่ละวิชาได้เมื่อไหร่
  3. ยิ่งรู้ตัวเร็วยิ่งได้เปรียบ เพราะอย่าลืมว่า E-Portfolio เป็นส่วนหนึ่งของการประเมิน เราต้องใช้เวลาในการเก็บรวบรวมและร้อยเรียงออกมา พร้อมทั้งเตรียมตัวสัมภาษณ์ให้ดีที่สุด
  4. Aptituted Test และ Assessment เป็นอีก 2 สิ่งที่ต้องหมั่นฝึกฝนทักษะ เพราะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะตัดสินอนาคตของเรา
  5. การจัดสรรเวลาให้ดีเป็นสิ่งที่สำคัญ เราต้องมีเวลาที่ได้พักผ่อนได้อยู่กับตัวเองด้วย เพราะความตึงเครียดอาจทำให้เราพลาดได้

เรียนคณะนี้ไม่มีคำว่าผิดหวัง
          แต่ละรายวิชาที่นิสิตได้เรียนนั้นจะมีการเชื่อมโยงกันอย่างผสมผสานอย่างอัตโนมัติ เหล่าคณาจารย์จะคอยผลักดันให้นิสิตได้นำความรู้จากศาสตร์ต่าง ๆ มาผสมผสานกันได้อย่างลงตัว พร้อมส่งเสริมทั้งให้นิสิตมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ หลังจากเรียนแต่ละวิชาจบ อาจารย์จะมีโจทย์ให้นิสิตได้กลับไปคิดต่อยอดและลองนำองค์ความรู้ที่เพิ่งได้รับไปลองใช้จริง นอกจากนี้ทางคณะสนับสนุนให้นิสิตได้ไปแข่งขัน Start-up ในรายการต่าง ๆ ผ่าน Project Seed Program ที่นิสิตทุกคนจะได้เรียนรู้ทุกภาคเรียน ซึ่งแน่นอนว่าในแต่ละโปรเจคก็จะมี Mentor ที่เชี่ยวชาญใน Start-up ด้านนั้น ๆ มาคอยให้คำปรึกษาและแนะนำให้กับแต่ละกลุ่มโดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมี Student Council ที่จะคอยสร้างมิตรภาพใหม่ ๆ สรรหากิจกรรมที่สนุกและสร้างสรรค์มาเสิร์ฟให้กับนิสิตอย่างต่อเนื่องอีกด้วย เรียกได้ว่าเรียน BAScii ได้พัฒนาอย่างรอบด้านครบจบในที่เดียวจริง ๆ

บัณฑิตเป็นที่ต้องการของหลากหลายบริษัท
          หลังจากเรียนจบบัณฑิตทุกคนมีความรู้และทักษะที่พร้อมทำงาน เพราะผ่านการฝึกฝนประสบการณ์จากรั้วมหาลัยเป็นอย่างดี และมีโอกาสในการในสายงานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Business Development ที่ช่วยพัฒนากลยุทธ์ธุรกิจและบริการ, Project Manager ผู้วางแผน คิดวิเคราะห์ ควบคุมดำเนินการ และติดตามโครงการต่าง, Consultant ที่ปรึกษา ที่ช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ หรือ Entrepreneur เจ้าของกิจการที่นำองค์ความรู้และทักษะต่าง ๆ มาต่อยอดเป็นธุรกิจของตนเอง

Admission Requirement ของ BAScii เป็นอย่างไร
       จากคะแนน 100 คะแนนเต็ม แบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ ๆ ดังนี้
       1) Math 30%
       2) English 20% 
       3) Specific Requirements 
                – E-Portfolio & Interview 30%
                – Aptitude Test & Assessment 20%

       แน่นอนว่านักเรียนส่วนใหญ่ที่อยากเข้าเรียนโปรแกรมอินเตอร์ฯ จุฬาฯ นั้นมีคะแนน SAT ค่อนข้างสูงอยู่แล้ว นั่นหมายความว่าทุกคนต้องแข่งขันผ่านคะแนนจากส่วนของ Specific Requirements ที่หลายคนไม่อาจคาดเดาแนวข้อสอบหรือข้อคำถาม และอาจเป็นตัวพลิกเกมทำให้บางคนที่มีคะแนน SAT ระดับปานกลางกลับมามีคะแนนนำได้ไม่ยาก เพราะอีก 50% ของคะแนน เพื่อพิชิตที่นั่งใน BAScii Chula  นั้นคือ Specific Requirement นั่นเอง

       มีคำถามข้อสงสัยหรืออยากทราบเทคนิคการเรียกคะแนนในส่วนของ Specific Requirements สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Warwick Institute 02-658-4880 หรือ LINE: @warwick­ หรือคลิก https://lin.ee/1s22ckD

PATH TO SUCCESS Workshop & family consultation

ทุกคำถามของคุณเกี่ยวกับการสอบเข้าอินเตอร์ฯ
จุฬาฯ – ธรรมศาสตร์ 
เรามีคำตอบให้ในเวิร์คช็อป 1.5 ชั่วโมงนี้