111

BAScii คณะเปิดใหม่ที่ฮ็อตที่สุดในจุฬาฯ

หลายคนมีความเชื่อว่าเรียนอะไรต้องเรียนให้รู้ลึกรู้จริง เพื่อจะได้มีความรู้และทักษะชั้นสูงสำหรับการประกอบอาชีพในอนาคต แนวความคิดนี้ไม่ได้ถูกเสมอไป
Share on facebook
Share on twitter
Share on print

การดำเนินชีวิตและโอกาสในการประกอบอาชีพในศตวรรษที่ 21 นั้นต้องการคนที่รู้จริงและรู้รอบด้านก่อน หากอยากรู้ลึก
ค่อยไปศึกษาเพิ่มเติมกันต่อในแนวดิ่งได้ตามต้องการในการใช้ชีวิตและการประกอบอาชีพ
และนั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้
BAScii
กลายเป็นเป้าหมายของ New Gen แห่งศตวรรษที่ 21 

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2020 สถาบันวอร์ริคได้จัดงาน BAScii Exclusive Talks โดยเชิญ ดร. Pietro Borsano
อาจารย์จากคณะสุดฮ็อต BAScii พร้อมนิสิตปัจจุบันมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวโปรแกรม

BAScii เรียนเกี่ยวกับอะไร
BAScii คือโปรแกรมอินเตอร์ในจุฬาฯ ที่ฉีกแนวคิดแบบเก่า กลุ่มผู้ก่อตั้งโปรแกรมนี้เน้นให้นิสิตได้เรียน 3 ศาสตร์คือ
(1) Business (
ทำธุรกิจเป็นรู้ว่าตลาดต้องการอะไร), (2) Design (ตอบโจทย์ผู้บริโภคผ่าน Design Thinking) และ 
(3) Technology
แล้วนำศาสตร์ทั้งสามมาบูรณาการกันผ่าน Project-based Learning & Mentorship เพื่อให้นิสิตสามารถ
นำความรู้และ
Skills มาทำงานให้ได้และทำงานกับคนอื่นให้เป็น

เมื่อบอกว่าการเรียนการสอนนั้นไม่มุ่งเน้นหรือเจาะลึกในศาสตร์แขนงใดแขนงหนึ่ง หลายคนคงเกิดคำถามว่าเรียนไปแล้วได้อะไร จบแล้วทำอะไรได้บ้าง หรือในอนาคตจะมีงานทำไหม ก่อนจะตอบคำถามต้องอธิบายก่อนว่าปัจจุบันโลกของเราได้เปลี่ยนไปแล้ว แทบทุกอุตสาหกรรมเริ่มมีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ เข้ามาแทนที่คนมากขึ้น ทำให้ในอนาคตอาชีพต่าง ที่เราเห็นกันจนชินตา ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล วิศวกร หรืองานบริการต่าง จะลดลงและ Institute of Future (2017) อภิปรายว่าอีกภายใน 10 ปีอาชีพที่เรามีอยู่ในปัจจุบันนั้นจะลงเหลืออยู่แค่เพียง 15% เท่านั้น จะดีกว่าหรือไม่ถ้าคนหนึ่งคนมีความสามารถ
หลายด้านและบูรณาการสิ่งเหล่านั้นออกมาผ่านการนำเสนอที่แปลกใหม่น่าสนใจได้
ถ้าคำตอบของคุณคือใช่ นั่นคือเหตุผล
ที่
BAScii กลายเป็นเป้าหมายของหลายๆคนที่อยากเรียนโปรแกรมอินเตอร์ฯ จุฬาฯ

Source: https://inter-bascii-chula.com/program/

Pedagogy ศิลปะการเรียนการสอนเป็นแบบไหน
BAScii เน้นการเรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติจริงผ่าน Project-based learning ที่มีโปรเจคที่หลากหลายเป็นสนามจำลองให้ระดมความคิดและทดลองทำ นั่นก็เพราะต้องการสร้าง Soft Skills อันได้แก่ Communication, Collaboration, Creativity & Emotional Intelligence เพื่อที่จะขับเคลื่อนให้ความฝันและไอเดียดีๆเกิดขึ้น ซึ่งทักษะเหล่านี้หาไม่ได้จากในห้องเรียน แต่จักทำได้ก็ต่อเมื่อมีมีระบบ Mentorship โดยคณาจารย์ระหว่างการทำโปรเจคเหล่านั้น คณะนี้จึงเป็นเหมือนสะพานที่ทำหน้าที่เชื่อมโยง
องค์ความรู้และประสบการณ์ต่าง
เพื่อนำไปประยุกต์ใช้และต่อยอดในชีวิตจริงได้อย่างสร้างสรรค์และสะพานนี้ก็ช่วยส่งเสริม
ให้นิสิตมี
Soft Skills ที่แข็งแรงด้วย 

Partnership กับองค์กรละดับโลก
บริษัทที่เป็นพันธมิตรกับ BAScii นั้นล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทแห่งนวัตกรรมชั้นนำ ยกตัวอย่างเช่น บริษัท Microsoft ที่ดำเนินธุรกิจ
มานานกว่า
40 ปี เป็นที่รู้จักและมีลูกค้าอยู่ทั่วโลก, บริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) จากบริษัทพลังงานแห่งชาติ สู่บริษัทพลังงาน
ข้ามชาติ
และ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือที่รู้จักกันในชื่อของ SCG บริษัทที่ต่อยอดธุรกิจได้อย่างสร้างสรรค์และเติบโตอย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้ว่าบริษัทที่ถูกนำมายกตัวอย่างมานั้นล้วนเป็นบริษัทที่มีการก่อตั้งมาอย่างยาวนาน ผ่านวิกฤติและสถานการณ์ต่าง มาหลายต่อหลายครั้ง แต่ยังคงพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง มาอย่างต่อเนื่อง นั่นแปลว่านิสิตจะได้เข้าไปฝึกฝนและเก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์จากกลุ่มบุคคลระดับหัวกะทิในแต่ละแขนงสายงาน

นิสิตจะได้ไปเรียนแลกเปลี่ยนด้วยจริงไหม
นอกจากพันธมิตรที่เป็นบริษัทแล้ว BAscii ก็ยังมีพันธมิตรทางการศึกษาด้วย ไม่ว่าจะเป็น (1) UC Berkeley มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุดในรัฐแคลิฟอร์เนีย (2) U of Washington มหาวิทยาลัยขนาดใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในบริเวณชายฝั่งตะวันตกของประเทศสหรัฐอเมริกา (3)  Kyushu University มหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งชาติของประเทศญี่ปุ่น และ (4) Tsinghua University มหาวิทยาลัยอันดับ 2 ของประเทศจีน อย่างไรก็ตามทางคณะนั้นมีพันธมิตรทางการเรียนรู้รวมกันกว่า 10 มหาวิทยาลัย และแน่นอนว่านิสิตทุกคนจะมีโอกาสได้ไปเรียนแลกเปลี่ยนเพิ่มพูนศักยภาพได้อย่างแน่นอน

Admission Requirement ของ BAScii เป็นอย่างไร
จากคะแนน 100 คะแนนเต็ม แบ่งเป็น Standardized Test (SAT Math) 30%, English Proficiency (SAT Verbal) 20%
และเป็น Specific Requirement อีก 50%

Specific Requirement จำแนกออกมาเป็น E-Portfolio 20%, Aptitude Test 10% และ Interview อีก 20% แน่นอนว่านักเรียนส่วนใหญ่ที่อยากเข้าเรียนโปรแกรมอินเตอร์ฯ จุฬาฯ นั้นมีคะแนน SAT ค่อนข้างสูงอยู่แล้ว นั่นหมายความว่าทุกคนต้องแข่งขัน
ผ่านคะแนนจากส่วนของ
Specific Requirement ที่หลายคนไม่อาจคาดเดาแนวข้อสอบหรือข้อคำถาม และอาจเป็นตัวพลิกเกมทำให้บางคนที่มีคะแนน SAT ระดับปานกลางกลับมามีคะแนนนำได้ไม่ยาก เพราะอีก 50% ของคะแนน เพื่อพิชิตที่นั่งใน BAScii  คือ Specific Requirement แล้วเราจะมีวิธีพิชิตได้อย่างไร

มีคำถามข้อสงสัยหรืออยากทราบเทคนิคการเรียกคะแนนในส่วนของ Specific Requirement สามารถสอบถามรายละเอียด
เพิ่มเติมได้ที่ Warwick Institute 02-658-4880 หรือ LINE: @warwick­

#Interdisciplinary #แนวความคิดทางการศึกษาในศตวรรษที่21

PATH TO SUCCESS Workshop & family consultation

ทุกคำถามของคุณเกี่ยวกับการสอบเข้าอินเตอร์ฯ
จุฬาฯ – ธรรมศาสตร์ 
เรามีคำตอบให้ในเวิร์คช็อป 1.5 ชั่วโมงนี้